วันที่
๑๓ เมษายน เรียกว่าวันมหาสงกรานต์
หมายถึงวันที่พระอาทิตย์ก้าวขึ้นสู่ราศีเมษอีกครั้งหนึ่ง
หลังจากผ่านเข้าสู่ราศีอื่นๆมาแล้ว ๑๒ เดือน ซึ่งวันที่
๑๓ เมษายนนี้ ทางการยังกำหนดให้เป็นวันผู้สูงอายุแห่งชาติ
ด้วย เพื่อให้ลูกหลานได้เห็นความสำคัญของผู้สูงอายุ
ซึ่งมักเป็นบุพการีหรือผู้อาวุโสที่เคยทำคุณประโยชน์แก่ชุนชน/บ้านเมืองหรือสังคมนั้นๆมาแล้ว
วันที่
๑๔ เมษายนเรียกว่าวันเนา แปลว่าวันอยู่
หมายถึงวันที่ดวงอาทิตย์เคลื่อนเข้าสู่ราศีเมษเรียบร้อยแล้ว
วันนี้รัฐบาลได้กำหนดให้เป็น วันครอบครัว ด้วย
วันที่
๑๕ เมษายน เรียกว่าวันเถลิงศก
หรือวันพญาวัน คือวันเริ่มเปลี่ยนจุลศักราชใหม่
หรือวันเริ่มปีใหม่
ทั้งสามวันนี้
หากคำนวณตามโหราศาสตร์จริงๆ อาจจะมีการคลาดเคลื่อนไม่ตรงกันบ้าง
เช่น วันมหาสงกรานต์ อาจจะเป็นวันที่ ๑๔ เมษายน
แทนที่จะเป็นวันที่ ๑๓ เมษายน แต่เพื่อให้จดจำได้ง่าย
จึงกำหนดเรียกตามที่กล่าวข้างต้น
จากการที่สงกรานต์เป็นประเพณีวันขึ้นปีใหม่ของไทย
ที่ได้ยึดถือปฏิบัติมาช้านาน และมีธรรมเนียมปฏิบัติที่ชัดเจนสืบทอดต่อมาจนกลายเป็นวัฒนธรรมประจำชาติที่งดงาม
มีความมุ่งหมายที่จะก่อให้เกิดความสงบสุขแก่จิตใจ
ครอบครัวและสังคมเป็นสำคัญ เทศกาลนี้จึงมีกิจกรรมอันหลากหลายและมีเหตุผลในการกระทำทั้งสิ้น
ซึ่งกลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
กระทรวงวัฒนธรรม จะขอยกตัวอย่างกิจกรรมต่างๆที่นิยมจัดหรือทำกันในภาคต่างๆเป็นภาพรวมเพื่อให้ทราบ
ดังต่อไปนี้
ก่อนวันสงกรานต์
มักจะเป็นการเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆเพื่อความเป็นสิริมงคลในการต้อนรับชีวิตใหม่ที่จะเริ่มต้นขึ้นในวันปีใหม่
คือ การทำความสะอาดบ้านเรือนที่อยู่อาศัย รวมถึงข้าวของเครื่องใช้
บางคนก็ไปช่วยทำความสะอาดที่สาธารณะต่างๆ เช่น
วัด โรงเรียน ชุมชน เป็นต้น รวมทั้งมีการจัดเตรียมอาหารคาวหวานเพื่อไปทำบุญ
หลายๆคนก็มีการจัดเตรียมเสื้อผ้า เครื่องประดับที่จะใส่ไปทำบุญ
ตลอดจนมีการจัดผ้าที่จะนำไปไหว้ผู้ใหญ่ที่จะไปรดน้ำขอพรจากท่านด้วย
การเตรียมตัวในเรื่องต่างๆก่อนวันสงกรานต์ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำความสะอาด
การจัดทำอาหารไปทำบุญ ฯลฯ จะทำให้เรารู้สึกสดชื่น
มีความหวัง และรอคอยด้วยความสุข การได้ทำความสะอาดบ้านก็เหมือนการได้ฝึกชำระจิตใจล่วงหน้าไปในตัว
วันสงกรานต์
เมื่อวันสงกรานต์มาถึง ก็จะเป็นเวลาที่ทุกคนยิ้มแย้มแจ่มใส
จิตใจเบิกบานซึ่งกิจกรรมในวันนี้ก็มักจะเป็นการทำบุญตักบาตรตอนเช้า
หรือนำอาหารไปถวายพระที่วัด ทำบุญอัฐิ โดยอาจจะนิมนต์พระไปยังสถานที่เก็บหรือบรรจุอัฐิ
หากไม่มีก็เขียนเพียงชื่อในกระดาษก็ได้ เมื่อบังสุกุลเสร็จแล้วก็เผากระดาษนั้นเสีย
การสรงน้ำพระ จะมี ๒ แบบคือ สรงน้ำพระภิกษุสามเณร
และการสรงน้ำพระพุทธรูป
นอกจากนี้ยังมี
การก่อเจดีย์ทราย โดยนำทรายมาก่อเป็นเจดีย์ต่างๆในวัด
จุดประสงค์ก็คือให้วัดได้ประโยชน์ในการก่อสร้างหรือใช้ถมพื้นต่อไป
เพราะสมัยก่อนคนมักเข้าวัดทำกิจกรรมต่างๆ เขาก็ถือว่าทรายอาจติดเท้าออกไป
ดังนั้น เมื่อถึงปีก็ควรจะขนทรายไปใช้คืน การปล่อยนกปล่อยปลา
ซึ่งช่วงเทศกาลสงกรานต์มักจะเป็นหน้าแล้ง น้ำแห้งขอดอาจจะทำให้ปลาตาย
จึงมักมีการปล่อยนกปล่อยปลาที่ติดบ่วงติดน้ำตื้นให้เป็นอิสระ
หรือบางแห่งก็มีการปล่อยพันธุ์ปลาลงสู่แหล่งน้ำ
เพื่อช่วยสร้างสมดุลธรรมชาติ
นอกเหนือไปจากการทำบุญข้างต้นแล้ว
ก็ยังมีการรดน้ำขอพรผู้อาวุโสหรือผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือในครอบครัว
ชุมชนหรือที่ทำงาน การรดอาจจะรดทั้งตัวหรือเฉพาะที่ฝ่ามือก็ได้
และควรจัดเตรียมผ้านุ่งหรือของไปเคารพท่านด้วย
สำหรับการเล่นรื่นเริง จะมีหลายอย่าง เช่น
เข้าทรงแม่ศรี การเข้าผีลิงลม การเล่นสะบ้า เล่นลูกช่วง
เล่นเพลงพิษฐาน(อธิษฐาน) รวมไปถึงมหรสพและการแสดงต่างๆ
เป็นต้น ขึ้นความนิยมของคนในพื้นที่นั้นๆ
กิจกรรมอีกอย่างที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นที่นิยมและได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของสงกรานต์ไปแล้วก็คือ
การเล่นรดน้ำระหว่างเด็กๆ และหนุ่มสาว ซึ่งแต่เดิมนั้นมักเล่นกันเฉพาะในหมู่ญาติมิตรเพื่อนฝูงเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างกัน
โดยจะใช้น้ำสะอาดผสมน้ำอบ หรือน้ำหอม และเล่นสาดกันด้วยความสุภาพ
มีไมตรีต่อกัน
กิจกรรมที่กล่าวมาทั้งหมดนี้
อาจจะมีความแตกต่างกันออกไปบ้างแล้วแต่ท้องถิ่น
ทั้งนี้ขึ้นกับความเหมาะสมและความต้องการของชุมชนนั้นๆเป็นสำคัญ
แต่เราจะเห็นได้ว่ากิจกรรมในเทศกาลนี้ล้วนทำให้สงกรานต์เป็นประเพณีที่งดงาม
อ่อนโยน เต็มไปด้วยความเอื้ออาทร ความกตัญญูและความเคารพซึ่งกันและกัน
อย่างไรก็ดี จากยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วเช่นปัจจุบัน
ได้ทำให้ความหมาย คุณค่าและสาระของสงกรานต์ได้แปรเปลี่ยนไปด้วย
จนทำให้คนยุคนี้ โดยเฉพาะเยาวชนได้เห็นแต่เพียงความสนุกสนานจากการเล่นสาดน้ำ
ที่ได้กลายพันธุ์จนเป็น สงครามน้ำไปแล้วอย่างน่าเสียดาย
ดังนั้น คงจะยังไม่สายเกินไปที่เราจะได้เรียนรู้
และรู้จักเลือกประพฤติปฏิบัติกิจกรรมที่เป็นแก่นแท้หรือสาระของสงกรานต์อย่างแท้จริง
กิจกรรมใดที่หลงเหลือแต่เพียงรูปแบบแต่ขาดความหมาย
เช่น การก่อพระเจดีย์ทราย ซึ่งสมัยนี้มิได้มีวัตถุประสงค์ให้พระภิกษุนำไปใช้ประโยชน์เช่นกาลก่อน
หรือการปล่อยนกปล่อยปลาที่ได้กลายมาเป็นธุรกิจเพื่อการซื้อการขาย
ก็อาจจะยกเลิกหรือปรับเปลี่ยนรูปแบบใหม่ให้เหมาะกับยุคสมัยหากจำเป็น
ส่วนกิจกรรมที่ยังสมควรปฏิบัติ
เพื่อสืบทอดความดีงามและคุณค่าของประเพณีนี้เอาไว้ก็ยังมีอยู่
เช่นการทำบุญตักบาตร นำอาหารไปถวายพระ ถือเป็นการสืบทอดและทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา
เป็นการกล่อมจิตใจให้รู้จักการให้และเสียสละ การทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษ
ก็เป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณผู้ล่วงลับไปแล้ว
การสรงน้ำพระ ทั้งพระภิกษุและพระสงฆ์ ก็เพื่อความเป็นสิริมงคล
และเป็นการแสดงความเคารพต่อปูชนียบุคคลผู้สืบทอดพระศาสนา
การรดน้ำขอพรผู้ใหญ่ เป็นการแสดงความเคารพและความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ
เป็นการแสดงความอ่อนน้อมถ่อมตนทำให้ท่านเมตตาเอ็นดู
และการที่ท่านให้พร ก็เป็นการเตือนสติให้เราเริ่มต้นชีวิตด้วยความไม่ประมาท
ส่วนการรดน้ำหรือสาดน้ำเล่นกัน ก็ควรจะอยู่ในขอบเขตความเหมาะสม
ไม่เล่นรุนแรง หรือใช้น้ำสกปรก เพราะเป็นสร้างสัมพันธไมตรีที่ดีต่อกัน
มิใช่การไล่ล่าศัตรู การละเล่นรื่นเริงต่างๆ ก็จะช่วยให้เกิดความสมัครสมานสามัคคีในชุมชน
เป็นต้น
............................................................
กลุ่มประชาสัมพันธ์
สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม