ความเป็นมาของอาเซียน
สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(Association
of Southeast Asian Nations)
การจัดตั้ง
สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือ
อาเซียน ได้รับการจัดตั้งขึ้นในวันที่
8 สิงหาคม 2510 ณ วังสราญรมย์ ในกระทรวงการต่างประเทศ
กรุงเทพมหานคร โดยมีประเทศสมาชิกเริ่มแรก
5 ประเทศ คือ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์
สิงคโปร์ และไทย ต่อมา บรูไน ดารุสซาลามได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกในวันที่
8 มกราคม 2527 เวียดนามได้เข้าร่วมเมื่อวันที่
28 กรกฎาคม 2538 ลาวและพม่าเข้าร่วมเมื่อวันที่
23 กรกฎาคม 2540 และกัมพูชาเมื่อวันที่
30 เมษายน 2542
ภูมิภาคอาเซียนนั้น
ประกอบด้วยประชากรประมาณ 567 ล้านคน มีพื้นที่โดยรวม
4.5 ล้านตารางกิโลเมตร ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติประมาณ
1,100 พันล้านดอลลาร์ และรายได้โดยรวมจากการค้าประมาณ
1.4 ล้านล้านดอลลาร์ (สถิติในปี 2550)
วัตถุประสงค์
ปฏิญญาอาเซียน
(The ASEAN Declaration) ได้ระบุว่า เป้าหมายและจุดประสงค์ของอาเซียน
คือ 1) เร่งรัดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
ความก้าวหน้าทางสังคมและการพัฒนาวัฒนธรรมในภูมิภาค
และ 2) ส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค
โดยการเคารพหลักความยุติธรรมและ หลักนิติธรรมในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาค
ตลอดจนยึดมั่นในหลักการแห่งกฎบัตรสหประชาชาติ
ในโอกาสครบรอบ
30 ปีของการก่อตั้งอาเซียน ในปี 2540
(ค.ศ.1997) ผู้นำของประเทศสมาชิกอาเซียนได้รับรอง
วิสัยทัศน์อาเซียน 2020 (ASEAN Vision
2020) โดยเห็นพ้องกันในวิสัยทัศน์ร่วมของอาเซียนที่จะเป็นวงสมานฉันท์ในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้
ต้องการมีปฏิสัมพันธ์กับภายนอก การใช้ชีวิตในสภาพที่มีสันติภาพ
เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรือง ผูกมัดกันเป็นหุ้นส่วนในการพัฒนา
ที่มีพลวัตและในประชาคมที่มีความเอื้ออาทรระหว่างกัน
ปี 2546
ผู้นำอาเซียนได้เห็นพ้องกันที่จะจัดตั้งประชาคมอาเซียนที่ประกอบด้วย
3 เสาหลัก อันได้แก่ ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน
(ASEAN Political-Security CommunityASC)
ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic
Community-AEC) และประชาคมสังคม-วัฒนธรรมอาเซียน
(ASEAN Socio-Cultural Community-ASCC)
ภายในปี 2563 ต่อมา ในการประชุม สุดยอดอาเซียน
ครั้งที่ 12 ที่เมืองเซบู ฟิลิปปินส์
ผู้นำประเทศอาเซียนตกลงที่จะเร่งรัดกระบวนการสร้างประชาคมอาเซียนให้แล้วเสร็จภายในปี
2558
โครงสร้างองค์การของอาเซียน
องค์กรสูงสุดของอาเซียนคือ
ที่ประชุมสุดยอดอาเซียนหรือที่ประชุมของประมุขหรือหัวหน้ารัฐบาลของประเทศสมาชิกอาเซียน
(ASEAN Summit) โดยจะมีที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ
(ASEAN Ministerial Meeting) และที่ประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน
(ASEAN Economic Ministers Meeting)
เป็นองค์กรระดับรอง และอาจมีที่ประชุมระดับรัฐมนตรีด้านอื่นๆ
ด้วย การประชุมระดับผู้นำและรัฐมนตรีถือเป็นองค์กรระดับนโยบายชั้นสูง
รองลงมาจะเป็นที่ประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส
หรือระดับปลัดกระทรวง (Senior Officials
Meeting -SOM) ทำหน้าที่กำหนดนโยบาย และเร่งรัดการดำเนินการตามนโยบายของที่ประชุมระดับผู้นำและระดับรัฐมนตรี
ส่วนที่ประชุมคณะกรรมการประจำอาเซียน
(ASEAN Standing Committee -ASC) ซึ่งประกอบด้วยอธิบดีกรมอาเซียนของประเทศสมาชิก
จะทำหน้าที่กำหนดแนวทาง และเร่งรัดการดำเนินการตามมติที่ประชุมสุดยอดอาเซียนและที่ประชุมระดับรัฐมนตรี
รวมทั้งให้ความเห็นชอบโครงการความร่วมมือด้านต่างๆ
ภายในอาเซียนและระหว่างอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา
ตลอดจนรับทราบผลการดำเนินงานของสำนักเลขาธิการอาเซียน
ทั้งนี้ อาเซียนจะตัดสินใจในเรื่องใดๆ
โดยใช้ฉันทามติ
นอกจากนี้
ยังมีคณะกรรมการอาเซียนในประเทศที่สาม
(ASEAN Committee in Third Countries)
ซึ่งประกอบด้วยเอกอัครราชทูตของประเทศสมาชิกอาเซียนในประเทศคู่เจรจาทั้ง
10 ประเทศ และในประเทศอื่นๆ ที่อาเซียนเห็นสมควรให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการอาเซียนในประเทศที่สามจะทำหน้าที่ให้ข้อมูลและวิเคราะห์ท่าทีของประเทศที่คณะกรรมการอาเซียนตั้งอยู่
สำนักเลขาธิการอาเซียนซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงจาการ์ตา
ประเทศอินโดนีเซีย ทำหน้าที่เป็นศูนย์ประสานงานในการดำเนินความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิก
มีเลขาธิการอาเซียนเป็นหัวหน้าผู้บริหารสำนักงานเลขาธิการอาเซียนจะได้รับการเสนอชื่อและแต่งตั้งโดยประเทศสมาชิก
(ตามลำดับตัวอักษรภาษาอังกฤษของชื่อประเทศสมาชิก)
และมีรองเลขาธิการอาเซียน 4 คน โดย 2
คนมาจากประเทศสมาชิกอาเซียนเรียงลำดับตามตัวอักษรชื่อภาษาอังกฤษของประเทศ
และอีก 2 คนมาจากการคัดเลือกในระบบเปิด
สำนักเลขาธิการอาเซียนจะมีหน่วยงานเฉพาะด้านที่ดำเนินความร่วมมือในด้านต่างๆ
ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม
ในขณะที่กรมอาเซียนของประเทศสมาชิกจะทำหน้าที่เป็นสำนักเลขาธิการแห่งชาติของแต่ละประเทศ
ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ของประเทศตนในการดำเนินกิจกรรมความร่วมมือในสาขาต่างๆ
นโยบายหลักในการดำเนินงานของอาเซียนเป็นผลมาจากการประชุมหารือในระดับหัวหน้ารัฐบาล
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีเศรษฐกิจ
และรัฐมนตรีในสาขาความร่วมมือต่างๆ ของประเทศสมาชิก
อย่างไรก็ดี
โครงสร้างของอาเซียน รวมทั้งสำนักเลขาธิการอาเซียนตามที่กล่าวมาข้าวต้นได้ถูกปรับเปลี่ยนตามกฎบัตรอาเซียนที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่
15 ธ.ค. 2552
ความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคง
อาเซียนเห็นว่า
สันติภาพและเสถียรภาพทางการเมืองเป็นพื้นฐานสำคัญต่อการพัฒนา
ในด้านต่างๆ จึงมุ่งเน้นการส่งเสริมให้มีความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน
(confidence building) ตลอดจนการสร้างเสถียรภาพ
(stability) และสันติภาพ (peace) ในภูมิภาค
ตลอดระยะเวลา
41 ปีที่ผ่านมา อาเซียนสามารถระงับข้อพิพาทไม่ให้ขยายตัวเป็นความตึงเครียดโดยการเจรจาหารือทางการเมืองและการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน
ผู้นำของประเทศสมาชิกอาเซียนได้เห็นพ้องในการจัดตั้งประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน
(ASEAN Political-Security CommunityAPSC)
อันมีจุดมุ่งหมายในการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและความมั่นใจว่าประเทศในภูมิภาคจะอยู่ร่วมกันและร่วมกับประเทศอื่นๆ
ในโลกด้วยความสงบสุขในสภาพแวดล้อมที่เป็นประชาธิปไตยและมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียว
ประเทศสมาชิกของประชาคมได้ให้คำมั่นสัญญาที่จะพึ่งพากระบวนการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี
และคำนึงว่าความมั่นคงของประเทศสมาชิกจะเกี่ยวโยงกันตามที่ตั้งทางภูมิศาสตร์
วิสัยทัศน์และวัตถุประสงค์ร่วมกัน อันประกอบด้วย
การพัฒนาด้านการเมือง การกำหนดและยึดถือบรรทัดฐานและการมีค่านิยมร่วมกัน
การป้องกันความขัดแย้ง การการแก้ไขความขัดแย้ง
การสร้างสันติภาพหลังความขัดแย้ง โดยอยู่บนพื้นฐานอันมั่นคงของกระบวนการ
หลักการ ความตกลง และโครงสร้างของอาเซียนที่มีวิวัฒนาการมาช้านาน
ซึ่งปรากฏใน เอกสารสำคัญทางการเมืองดังนี้
ปฏิญญาอาเซียน (ASEAN Declaration) ณ
กรุงเทพฯ วันที่ 8 สิงหาคม 2510
ปฏิญญาว่าด้วยเขตสันติภาพ อิสรภาพ และการวางตนเป็นกลาง
(Zone of Peace, Freedom and Neutrality
Declaration) ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ วันที่
27 พฤศจิกายน 2514
ปฏิญญาว่าด้วยความร่วมมืออาเซียน (Declaration
of ASEAN Concord) ณ บาหลี วันที่ 24
กุมภาพันธ์ 2519
สนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
(Treaty of Amity and Cooperation in
Southeast Asia ) ณ บาหลี วันที่ 24 กุมภาพันธ์
2519
ปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยทะเลจีนใต้ (ASEAN
Declaration on the South China Sea)
ณ กรุงมะนิลา วันที่ 22 กรกฎาคม 2535
สนธิสัญญาเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
(Treaty on the Southeast Asia Nuclear-Free
Zone : SEANWFZ) ณ กรุงเทพฯ วันที่ 15
ธันวาคม 2540
วิสัยทัศน์อาเซียน 2020 (ASEAN Vision
2020) ณ กัวลาลัมเปอร์ วันที่ 15 ธันวาคม
2540
ปฏิญญาว่าด้วยความร่วมมืออาเซียน ครั้งที่
2 (Declaration of ASEAN Concord II)
ณ บาหลี วันที่ 7 ตุลาคม 2546
อาเซียนได้จัดทำร่างแผนงานเพื่อจัดตั้ง
APSC เสร็จแล้ว รอให้ให้ที่ประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่
14 ที่จะจัดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2552
ที่ประเทศไทย ให้การรับรอง ทั้งนี้ อาเซียนต้องการเห็นประชาคมด้านการเมืองและความมั่นคงอาเซียนเป็นประชาคมที่
(1) อยู่บนพื้นฐานของการมีบรรทัดฐานและค่านิยมร่วมกัน
(2) ทำให้เป็นภูมิภาคที่สงบสุข และมีความสามารถในการปรับตัว
ซึ่งมีความรับผิดชอบร่วมกันเพื่อความมั่นคงรอบด้าน
(3) ทำให้เป็นภูมิภาคที่มีพลวัตรและมองไปยังโลกภายนอก
โดยให้อาเซียนมีบทบาทนำในภูมิภาค
ด้วยตระหนักถึงความเกี่ยวพันกันของความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
ประเทศไทย ได้เสนอให้มีการประชุมว่าด้วยการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก
(ASEAN Regional Forum - ARF) ในปี 2537
โดย ARF จะมุ่งเน้น 3 เรื่องหลักได้แก่
ส่งเสริมการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกัน
(Confidence Building) การพัฒนาการทูตเชิงป้องกัน
(Preventive Diplomacy) และการแก้ไขความขัดแย้ง
(Conflict Resolution)
ประเทศที่เป็นสมาชิกการประชุมว่าด้วยการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
ได้แก่ ออสเตรเลีย บรูไน ดารุสซาลาม กัมพูชา
แคนาดา จีน สหภาพยุโรป อินเดีย อินโดนีเซีย
ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เกาหลีเหนือ ลาว มาเลเซีย
มองโกเลีย พม่า นิวซีแลนด์ ปากีสถาน ปาปัวนิวกินี
ฟิลิปปินส์ รัสเซีย สิงคโปร์ ศรีลังกา
ติมอร์-เลสเต ไทย สหรัฐอเมริกา และเวียดนาม
การประชุมว่าด้วยการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะหารือเรื่องความมั่นคงในภูมิภาคเป็นหลัก
ซึ่งรวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมหาอำนาจ
การไม่แพร่ขยายของอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง
การต่อต้านการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ
สถานการณ์ในทะเลจีนใต้และคาบสมุทรเกาหลี
นอกจากนี้
อาเซียนยังมีกรอบความร่วมมือทางทหาร (ASEAN
Defense Ministerial Meeting -ADMM) เพื่อสร้างเครือข่ายและความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างฝ่ายทหารของประเทศสมาชิก
ความร่วมมือ ด้านการป้องกันยาเสพติด การต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติและการก่อการร้าย
โดยเฉพาะประเด็นหลังนี้ อาเซียนได้ลงนามในอนุสัญญาอาเซียนว่าด้วยการต่อต้านการก่อการร้าย
ในปี 2550

1.
ภูมิหลัง
1. กฎบัตรอาเซียนเป็นเสมือนธรรมนูญของอาเซียนที่จะวางกรอบทางกฎหมายและโครงสร้างองค์กร
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของอาเซียนในการดำเนินการตามวัตถุประสงค์และเป้าหมาย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขับเคลื่อนการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนภายในปี
2558 (ค.ศ. 2015) ตามที่ผู้นำอาเซียนได้ตกลงกันไว้
2. วัตถุประสงค์ของกฎบัตรฯ คือ ทำให้อาเซียนเป็นองค์การที่มีประสิทธิภาพ
มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง และเคารพกฎกติกาในการทำงานมากขึ้น
นอกจากนี้ กฎบัตรฯ จะให้สถานะนิติบุคคลแก่อาเซียนเป็นองค์กรระหว่างรัฐบาล
(intergovernmental organization)
3. กฎบัตรฯ ประกอบด้วยข้อบทต่างๆ 13 บท
55 ข้อ มีประเด็นใหม่ที่แสดงความก้าวหน้าของอาเซียน
ได้แก่ (1) การจัดตั้งองค์กรสิทธิมนุษยชนของอาเซียน
(2) การให้อำนาจเลขาธิการอาเซียนสอดส่องและรายงานการทำตามความตกลงของรัฐสมาชิก
(3) การจัดตั้งกลไกสำหรับการระงับข้อพิพาทต่างๆ
ระหว่างประเทศสมาชิก (4) การให้ผู้นำเป็นผู้ตัดสินว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อรัฐผู้ละเมิดพันธกรณีตามกฎบัตรฯ
อย่างร้ายแรง (5) การเปิดช่องให้ใช้วิธีการอื่นในการตัดสินใจได้หากไม่มีฉันทามติ
(6) การส่งเสริมการปรึกษาหารือกับระหว่างประเทศสมาชิกเพื่อแก้ไขปัญหาที่กระทบต่อผลประโยชน์ร่วม
ซึ่งทำให้การตีความหลักการห้ามแทรกแซงกิจการภายในมีความยืดหยุ่นมากขึ้น
(7) การเพิ่มบทบาทของประธานอาเซียนเพื่อให้อาเซียนสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที
(8) การเปิดช่องทางให้อาเซียนสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับองค์กรภาคประชาสังคมมากขึ้น
และ (9) การปรับปรุงโครงสร้างองค์กรให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
เช่น ให้มีการประชุมสุดยอดอาเซียน 2 ครั้ง
ต่อปี จัดตั้งคณะมนตรีเพื่อประสานความร่วมมือในแต่ละ
3 เสาหลัก และการมีคณะผู้แทนถาวรประจำอาเซียน
ที่กรุงจาการ์ตา เพื่อลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการประชุมของอาเซียน
เป็นต้น
4. กระบวนการจัดทำกฎบัตรอาเซียนเริ่มขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน
2548 ซึ่งที่ประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่
11 ได้ตั้งคณะผู้ทรงคุณวุฒิเรื่องกฎบัตรอาเซียน
(Eminent Persons Group on the ASEAN
Charter-EPG) เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเกี่ยวกับทิศทางการรวมตัวของอาเซียนและสาระสำคัญที่ควรมีปรากฏในกฎบัตรฯ
ต่อมาในเดือนมกราคม 2550 ที่ประชุมสุดยอดอาเซียน
ครั้งที่ 12 มอบหมายให้คณะทำงานระดับสูงในการยกร่างกฎบัตรอาเซียน
(High Level Task Force on the ASEAN
Charter-HLTF) ทำการยกร่างกฎบัตรฯ ให้แล้วเสร็จภายใน
1 ปี และเมื่อการยกร่างแล้วเสร็จ ผู้นำอาเซียนก็ได้ลงนามกฎบัตรฯ
ในระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่
13 ที่สิงคโปร์ เมื่อวันที่ 20 พ.ย. 2550
และได้ประกาศปฏิญญาเรียกร้องให้รัฐสมาชิกให้สัตยาบันต่อกฎบัตรฯ
โดยเร็ว
2.
การดำเนินการเกี่ยวกับการมีผลใช้บังคับของกฎบัตรฯ
โดยที่รัฐสมาชิกได้ให้สัตยาบันกฎบัตรฯ
ครบทั้ง 10 ประเทศแล้วเมื่อวันที่ 15
พ.ย. 2551 กฎบัตรฯ จึงมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่
15 ธ.ค. 2551 เป็นต้นไป และในขณะนี้ประเทศสมาชิกได้จัดตั้งคณะทำงานระดับสูงขึ้น
2 คณะ เพื่อพิจารณาประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับกฎบัตรอาเซียน
ได้แก่ การยกร่างขอบเขตอำนาจหน้าที่ของกลไกสิทธิมนุษยชนอาเซียน
และการพิจารณาประเด็นด้านกฎหมายต่าง ๆ
เช่น นิติฐานะของอาเซียน กลไกระงับข้อพิพาท
และการให้เอกสิทธิ์และความคุ้มกันแก่บุคลากรของอาเซียน
3.
ความสำคัญของกฎบัตรอาเซียนต่อประเทศไทย
ไทยเป็น
1 ใน 5 ของผู้ร่วมก่อตั้งอาเซียน เป็นสถานที่กำเนิดของอาเซียน
อีกทั้งยังมีบทบาทนำในอาเซียนมาโดยตลอด
โดยล่าสุด ดร. สุรินทร์ พิศสุวรรณ ได้เข้ารับตำแหน่งเลขาธิการอาเซียนเมื่อวันที่
7 มกราคม 2551 โดยมีวาระ 5 ปี ซึ่งเป็นการเน้นย้ำถึงบทบาทนำของไทยในเวทีนี้
และการมีกฎบัตรอันจะช่วยให้อาเซียนมีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น
จะเป็นการสะท้อนความสำเร็จทั้งของไทยและภูมิภาคนี้โดยรวม
กฎบัตรฯ
ให้ความสำคัญกับการปฎิบัติตามพันธกรณีต่างๆ
ของประเทศสมาชิก ซึ่งจะช่วยสร้างเสริมหลักประกันให้กับไทยว่า
จะสามารถได้รับผลประโยชน์ตามที่ตกลงกันไว้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
นอกจากนี้ การปรับปรุงการดำเนินงานและโครงสร้างองค์กรของอาเซียนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
และการเสริมสร้างความร่วมมือในทั้ง 3
เสาหลักของประชาคมอาเซียนจะเป็นฐานสำคัญที่จะทำให้อาเซียนสามารถตอบสนองต่อความต้องการและผลประโยชน์ของรัฐสมาชิก
รวมทั้งยกสถานะและอำนาจต่อรอง และภาพลักษณ์ของประเทศสมาชิกในเวทีระหว่างประเทศได้ดียิ่งขึ้น
นอกจากนี้
กฎบัตรเป็นเครื่องมือที่จะทำให้อาเซียนรวมตัวเป็นประชาคมได้เร็วขึ้น
ซึ่งจะเอื้อให้ไทยสามารถผลักดันและได้รับผลประโยชน์ด้านต่างๆ
เพิ่มมากขึ้นด้วย ตัวอย่างเช่น
อาเซียนขยายตลาดให้กับสินค้าไทยจากประชาชนไทย
60 ล้านคน เป็นประชาชนอาเซียนกว่า 550
ล้านคน และปัจจุบันอาเซียนเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทยอยู่แล้ว
(การค้าระหว่างไทย-อาเซียนในช่วง 6 เดือนแรกของปี
2550 มีมูลค่า 26,494.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
คิดเป็นร้อยละ 19.2 ของการมูลค่าการค้าทั้งหมดของไทย
โดยไทยเกินดุล 3,172.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
การรวมตัวกันอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้นทางด้านเศรษฐกิจ
ประกอบกับการขยายความร่วมมือเพื่อเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน
เช่น เส้นทางคมนาคม ระบบไฟฟ้า โครงข่ายอินเตอร์เน็ต
ฯลฯ จะช่วยเพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุนให้กับไทย
นอกจากนี้ อาเซียนยังเป็นทั้งแหล่งเงินทุนและเป้าหมายการลงทุนของไทย
และไทยได้เปรียบประเทศสมาชิกอื่นที่มีที่ตั้งอยู่ใจกลางอาเซียน
สามารถเป็นศูนย์กลางทางการคมนาคมและขนส่งของประชาคม
ซึ่งมีการเลื่อนย้ายสินค้า บริการ และบุคคล
ระหว่างประเทศสมาชิกที่สะดวกขึ้น
อาเซียนช่วยส่งเสริมความร่วมมือในภูมิภาคเพื่อเผชิญกับภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง
เช่น SARs ไข้หวัดนก การค้ามนุษย์ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ
หมอกควัน ยาเสพติด ปัญหาโลกร้อน และปัญหาความยากจน
เป็นต้น
อาเซียนจะช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองของไทยในเวทีโลก
และเป็นเวทีที่ไทยสามารถใช้ในการผลักดันให้มีการแก้ไขปัญหาของเพื่อนบ้านที่กระทบมาถึงไทยด้วย
เช่น ปัญหาพม่า ในขณะเดียวกัน ความสัมพันธ์พหุภาคีในกรอบอาเซียนจะเกื้อหนุนความสัมพันธ์ของไทยในกรอบทวิภาคี
เช่น ความร่วมมือกับมาเลเซียในการแก้ไขปัญหา
3 จังหวัดชายแดนใต้ด้วย
กลุ่มงานนโยบาย
กรมอาเซียน มกราคม 2552
| หัวข้อหลักการประชุมสุดยอดอาเซียน
ครั้งที่ 14 |
ประเทศไทยมีบทบาทเชิงรุกทั้งในแง่การก่อตั้งและการพัฒนาให้อาเซียนเป็นองค์กรที่มีความสำเร็จ
เพื่อให้เป็นกลไกขับเคลื่อนที่สำคัญของภูมิภาคนี้
ในส่วนของการก่อตั้ง ไทยเป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้งอาเซียนในปี
พ.ศ. 2510 ในส่วนของการพัฒนา ไทยยังมีบทบาทที่สำคัญ
ดังนี้
มีส่วนร่วมในกระบวนการสันติภาพในกัมพูชา
การจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN
Free Trade Area) ในปี พ.ศ. 2535
ความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเซีย-แปซิฟิก
หรือ ARF- ASEAN Regional Forum ซึ่งเป็นเวทีที่ใช้พูดคุยปัญหาความมั่นคงในภูมิภาค
ในปี พ.ศ. 2537
ความริเริ่มเชียงใหม่และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตการณ์ทางการเงินในปี
พ.ศ. 2540
การที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดอาเซียน
ครั้งที่ 14 ที่ชะอำในปีนี้ จึงเป็นการย้อนรำลึกถึงถิ่นกำเนิดของอาเซียน
และเป็นการเริ่มต้นโฉมหน้าใหม่ของอาเซียนหลังจากการมีผลบังคับใช้กฏบัตรอาเซียนตั้งแต่วันที่
15 ธันวาคม 2551
หัวข้อหลักการประชุมของการประชุมสุดยอดอาเซียน
ครั้งที่ 14 คือ "กฏบัตรอาเซียนสำหรับประชาชนอาเซียน"
โดยต้องการให้ประชาชนอาเซียนเป็นศูนย์กลางของอาเซียน
ซึ่งหมายถึงต้องการให้ความร่วมมือในกรอบต่างๆ
ของอาเซียนอำนวยประโยชน์ให้กับประชาชน
ซึ่งประกอบไปด้วยหัวย่อยอีก 3 หัวข้อ
ได้แก่
1. มุ่งสู่การสร้างชุมชนที่มีประสิทธิภาพ
ไทยจะใช้โอกาสนี้ในการวางรากฐานในการไปสู่ประชาคมอาเซียนในปี
พ.ศ. 2558 เพื่อให้อาเซียนเป็นองค์กรที่มีกติกาของการดำเนินงานอย่างชัดเจนและมีประสิทธิภาพ
โดยผลักดันกลไกการทำงานในหน้าที่ใหม่ของอาเซียนภายใต้กฎบัตรอาเซียน
รวมทั้งการวางรากฐาน 3 เสาหลักของสภาประชาคมอาเซียนและการจัดตั้งคณะกรรมการผู้แทนถาวรประจำอาเซียน
ณ กรุงจาการ์ตา
ยกร่างการจัดตั้งองค์กรสิทธิมนุษยชนของอาเซียนให้เสร็จสิ้นภายในปลายปีนี้
เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือและสามารถนำมาปฏิบัติได้จริงในการปกป้องและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนในภูมิภาคนี้
เสริมสร้างความเข้มแข็งของสำนักเลขาธิการอาเซียน
ทั้งในแง่งบประมาณและบุคคลากร เพื่อให้อาเซียนสามารถดำเนินการได้อย่างเต็มความสามารถและเต็มความรับผิดชอบ
ตามที่กำหนดไว้ในกฎบัตรอาเซียน
สร้างประชาคมอาเซียนที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง
โดยนายกรัฐมนตรีและผู้นำอาเซียนจะพบปะพูดคุยกับตัวแทนจากกลุ่มต่างๆ
ที่มีความหลากหลาย อาทิ ตัวแทนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์
ตัวแทนเยาวชน และตัวแทนจากองค์กรภาคประชาสังคม
2. การเสริมสร้างความแข็งแกร่งของภูมิภาค
เพื่อรับมือกับภัยคุกคามของโลกประเทศไทยต้องการเพิ่มความยืดหยุ่นเพื่อรับมือกับภัยคุกคามของโลก
โดยการสร้างความเข้มแข็ง
ด้านความมั่นคงของมนุษย์ในมิติต่างๆ ในชุมชนอาเซียนเพื่อให้สามารถลดสิ่งที่กระทบความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน
รวมถึงการยกประเด็นของความมั่นคงด้านอาหาร
พลังงาน และการบริหารจัดการภัยพิบัติ
3.
การเพิ่มบทบาทของอาเซียนในการเป็นศูนย์กลางการพัฒนาในภูมิภาคเสริมสร้างความพยายามในการสร้างชุมชนอาเซียน
อาเซียนจะสนับสนุนให้อาเซียนเป็นศูนย์กลาง
ในการวิวัฒนาการโครงสร้างของภูมิภาค การประชุมสุดยอดผู้นำจะเป็นโอกาสอันดีสำหรับอาเซียน
ในการแสดงต่อประชาคมโลกว่า อาเซียนยังคงหนักแน่น
สมาชิกทั้ง 10 ประเทศเป็นส่วนที่สมบูรณ์ของชุมชนเอเชียตะวันออกที่กว้างขึ้น
และยังคงเป็นกลจักรสำคัญของการเติบโตในเศรษฐกิจโลกต่อไป
ในฐานะประธานอาเซียน
ประเทศไทยจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อให้อาเซียนดำเนินต่อไปและมีความใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น
เพื่อตระหนักถึงวิสัยทัศน์ และความฝันในฐานะผู้ก่อตั้ง
ที่จะสร้างประชาคมอาเซียนให้เป็นสังคมที่แบ่งปันและเห็นใจกัน
|